"จากแชมป์พรีเมียร์ลีก สู่ป้าย ขาย" เบื้องหลัง 16 ปีของการลงทุนที่ไม่ได้มีแค่เรื่องฟุตบอล
จากทีมที่เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สู่วันที่ King Power กำลังพิจารณาขายสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เบื้องหลัง 16 ปีของการลงทุนที่ไม่ได้มีแค่เรื่องฟุตบอล
ประกาศขาย "ทีมฟุตบอล" กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน และธุรกิจวงการฟุตบอลอีกครั้ง และรอบนี้เป็นเรื่องของ King Power กับ สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อมีรายงานว่า King Power กำลังพิจารณาขาย สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City) ที่ครอบครัวศรีวัฒนประภา เข้าถือครองมาตั้งแต่ปี 2010 โดยมีรายงานว่าราคาที่ต้องการอาจอยู่ที่มากกว่า 200 ล้านปอนด์ หรือราว 8,900 ล้านบาท
โดย King Power ให้ Citigroup ให้ช่วยเป็นผู้ดำเนินการขาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง
“จากดีล 39 ล้านปอนด์ สู่การสร้าง เลสเตอร์ ซิตี้ ให้กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก”
หากย้อนเส้นทางของ สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ 16 ปีที่ผ่านมา ปี 2010 สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ยังอยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ หรือ ทีมระดับ 2 ของอังกฤษ จากนั้นถูกซื้อโดย กลุ่ม King Power โดย วิชัย ศรีวัฒนประภา ผู้ล่วงลับ
ซึ่งเหตุผลสำคัญของการเข้าซื้อทีมระดับลีกแชมเปี้ยนชิพ ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ มองว่า การซื้อสโมสรที่อยู่พรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว “Wouldn't be challenging enough” ในความหมายคือ เพราะการซื้อทีมที่อยู่พรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว อาจไม่ใช่โจทย์ที่ท้าทายพอ แต่การพาทีม ระดับ Championship นี้ กลับขึ้นไประดับพรีเมียร์ลีกจะโจทย์ที่ท้าทายมากกว่า
รวมถึง สีของสโมสร เหมือนกับสีของ King Power ทำให้มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน ไปจนถึงการมองเห็นศักยภาพด้านอื่น ๆ ของทีม
ในปี 2010 จึงปิดดีลการซื้อเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยมูลค่าราว 39 ล้านปอนด์ ผ่านกลุ่ม Asian Football Investments ก่อนที่กรรมสิทธิ์จะถูกโอนไปยัง King Power International ในเวลาต่อมา
และภายใต้การบริหารของ King Power ในปี 2016 เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้ “มูลค่าของสโมสร” เพิ่มขึ้นไปอีก
ย้อนดู 16 ปีที่ผ่านมา King Power พา เลสเตอร์ ซิตี้ มาไกลขนาดไหน?
ภายใต้ร่มเงาการบริหาร เลสเตอร์ ซิตี้ King Power ลุยลงทุนทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อะคาเดมี และทีมฟุตบอลหญิง เช่น สนามฝึกซ้อมที่ซีเกรฟ มูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ หรือ 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับทั้งทีมชุดใหญ่และนักเตะเยาวชน เพื่อเสริมความแกร่งให้กับทีม และขยายฐานแฟนบอล
สร้างรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ชาวเมืองเลสเตอร์
และในฤดูกาลแชมป์พรีเมียร์ลีก งานวิจัยของ EY ที่จัดทำให้ Leicester City และ Premier League ประเมินว่า สโมสรมีผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค Leicestershire มากกว่า 140 ล้านปอนด์ สร้างงานให้คนในพื้นที่ได้ มากกว่า 2,500 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ มีนักท่องเที่ยวประมาณ 120,000 คน เดินทางมายัง Leicestershire เพื่อชมการแข่งขัน และแฟนบอลทีมเยือนใช้เงินกว่า 6.5 ล้านปอนด์กับการเดินทาง ที่พัก ร้านค้า อาหารและเครื่องดื่ม
ตัวเลขนี้ ไม่ใช่รายได้หลักของ King Power แต่สะท้อนว่า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็น Economic Asset ของพื้นที่และมีผลต่อมูลค่าของสโมสรในระยะยาว
แล้วทำไมวันนี้ มาถึงจุดที่ต้องประกาศขาย? พาย้อนดูผลประกอบการ
ฤดูกาล 2013/2014 ซึ่ง เลสเตอร์ ซิตี้ ยังอยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ สโมสรมีรายได้ประมาณ 31.2 ล้านปอนด์
ฤดูกาล 2014/2015 ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นระดับพรีเมียร์ลีก รายได้กระโดดขึ้นเป็น 104.4 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในปีเดียว พลิกจากขาดทุน มาเป็นกำไร
และปี 2016 ปีที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สโมสรมีกำไรก่อนหักภาษีในปีสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2016 อยู่ที่ 16.4 ล้านปอนด์ โดยรายได้รวมของสโมสรเพิ่มขึ้นมากกว่า 24 ล้านปอนด์จากปีก่อนหน้า
สาเหตุหลักจากเงินรางวัลที่ได้รับจากการจบฤดูกาลด้วยอันดับที่สูงขึ้นถึง 13 อันดับในตารางพรีเมียร์ลีก รายได้จากธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จำนวนผู้ชมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 32,021 คนต่อเกม จากปี 2015 อยู่ที่ 31,693 คน
เกิด Long-term revenue opportunities
ที่น่าสนใจคือเลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้เพียงได้เงินจากการเป็นแชมป์ แต่ความสำเร็จทำให้เกิด Long-term revenue opportunities ที่ก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่สโมสรเข้าถึงได้ยาก เช่น รายได้จากฟุตบอลยุโรป การค้า Merchandise และ Commercial Partnerships
และในฤดูกาล 2016/2017 เลสเตอร์ ซิตี้ ลงเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้รายได้พุ่งขึ้นเป็น 233 ล้านปอนด์ เพิ่มมากกว่า 80% และ ทำกำไรก่อนหักภาษีถึง 92.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของสโมสรในเวลานั้น
Deloitte ระบุว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้ง Broadcasting, Commercial และ Matchday ทำให้รายได้รวมของเลสเตอร์ ซิตี้ ในปีนั้นเป็นสโมสรติด Top 20 สโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก ใน Football Money League
แต่... หลังปีทองแชมป์พรีเมียร์ลีก ผ่านไป...
จาก รายได้ ฤดูกาล 2016/2017 ที่ 233 ล้านปอนด์ สู่กำไรก่อนหักภาษี 92.5 ล้านปอนด์ ฤดูกาล 2017/2018 รายได้ร่วงมายู่ที่ 158.9 ล้านปอนด์ กำไรก่อนหักภาษีลดลงมาอยู่ที่ 1.6 ล้านปอนด์ จะเห็นว่ารายได้ลดลงกว่า 74 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 32% หลังสิ้นมนต์ขลังเม็ดเงินจาก แชมป์พรีเมียร์ลีกขณะที่กำไรลดลงอย่างมาก
ต่อมาฤดูกาล 2022/2023 เลสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นพรีเมียร์ลีก ก่อนกลับขึ้นมาได้ในฤดูกาล 2023/2024 และตกชั้นอีกครั้งหลังจบฤดูกาล 2024/2025
ผลประกอบการ ในฤดูกาล 2024/25 เลสเตอร์ ซิตี้ ขาดทุนก่อนหักภาษี 71.1 ล้านปอนด์ และมีผลขาดทุนสะสมในช่วง 3 ปีที่สโมสรขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างพรีเมียร์ลีกกับแชมเปียนชิป สูงกว่า 180 ล้านปอนด์
โดยในปี 2023 King Power ได้แปลงหนี้และดอกเบี้ยเป็นทุน ( Debt-to-Equity) ที่เคยให้เลสเตอร์ ซิตี้ กู้ กว่า 194 ล้านปอนด์ เพื่อลงทุนกับการสร้างศูนย์ฝึก พัฒนาทีม และสนับสนุนฟุตบอลหญิง
จากทีมที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก วันนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ จึงกำลังเผชิญกับโจทย์ยาก และท้าทาย
8,900 ล้านบาท ซื้อ Sports Business ทั้งระบบ
จากรายงานเกี่ยวกับการประกาศขายไม่ได้มีเพียงทีมฟุตบอล แต่รวมถึง Sports Business ทั้งระบบ ตั้งแต่สนามที่เป็นของสโมสร ศูนย์ฝึก อะคาเดมี ทีมฟุตบอลหญิง ไปจนถึงมูลค่าแบรนด์ที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และที่สำคัญที่สุดคือ ฐานแฟนบอล เพราะ 16 ปีของ King Power กับ เลสเตอร์ ซิตี้ อาจไม่ได้จบลงด้วยคำว่า “ขายขาดทุน” หรือ “ขายได้กำไร” เพราะยังไม่มีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการ
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา King Power เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ให้เลสเตอร์ ซิตี้ จากสโมสรที่อยู่ในระดับรองของฟุตบอลอังกฤษ จนกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และกลายเป็นทีมฟุตบอลที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงการสร้างฐานสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งขึ้นจากเดิมอย่างมาก
ดังนั้น หากสุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ ถูกขายจริง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “King Power ขาย เลสเตอร์ ซิตี้ ได้กี่พันล้านบาท?” แต่อาจเป็น “ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ที่ King Power สร้างสโมสรฟุตบอลหนึ่งทีม จนเป็น Asset ระดับโลก จะถูกสร้างมูลค่าได้มากขึ้นอีกครั้งหรือไม่? และโดยใคร?
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB